ความเป็นไทย : รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

กว่าจะเป็น ไทยแลนด์ แดนสยาม

ระบือนาม โลกา ประจักษ์ชื่อ
บรรพบุรุษ โบราณ นั้นร่วมมือ
อีกทั้งถือ ใจรัก ภักดิ์แผ่นดิน

สละเลือด และเนื้อ เพื่อพิทักษ์
ร่วมปกปัก รักษ์ไว้ ไทยทั่วถิ่น
เพื่อลูกหลาน วันหน้า มีปฐพิน
ทั่วธานินท์ รู้รัก สามัคคี

รวมหลักชาติ ศาสนา กษัตริย์เข้า
เป็นรากเหง้า เสาหลัก หลากวิถี
รักสงบ รบกล้า หากราวี
ภูมิใจที่ กำเนิด เกิดเป็นไทย

สุขสวัสดี พี่น้องไทยที่รักทุกท่าน

 

ช่วงนี้ ปวงชนชาวไทยทั้งในและต่างประเทศ อยู่ในช่วงแห่งความอาลัย ต่อการสวรรคตของพ่อหลวงของเราทั้งหลาย ผู้เขียน ขออนุญาตนำบทความเมื่อปีที่แล้ว เรื่อง “ความเป็นไทย : รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย”
มากล่าวตรงนี้อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกท่านทุกฝ่าย ได้ตระหนักในความสามัคคี รวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นไทย

ณ ปัจจุบันวันนี้ ไทยเรามีภัยรอบด้าน ทั้งภัยภายในและภัยภายนอก จากแหล่งข่าวหลายๆ ด้าน ผ่านทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โซเซียวมีเดียร์ และข่าวสารรายวัน รายสัปดาห์ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ ทำให้นึกถึงแดนดินถิ่นสยามเมืองยิ้ม แต่กลับยิ้มไม่ออก บอกไม่ถูก เนื่องจากภัยต่างๆ เริ่มคุกคามประเทศไทย เข้ามาทุกทีๆ อาจจะไม่ต้องรอถึงรุ่นลูกหลานวันหน้า อาจจะเห็นกันในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี้ ก็เป็นได้   

ประเทศไทย มีรากฐานสำคัญมาจาก 3 สถาบัน ซึ่งเป็นเสาหลักของไทยมาแต่ครั้งบรรพกาล จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กำลังถูกบั่นทอนด้วยน้ำมือของคนไทยด้วยกันเอง อันเป็นศึกหรือภัยภายใน นับวันจะยากแก่การประสานให้เข้ากันได้ นอกจากนี้ยังมีศึกภายนอกอีก ที่ไทยเราจะต้องตั้งรับ นับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเรา จะพบว่า ไทยเราเสียกรุงหลายครั้ง สาเหตุสำคัญเกิดจากการขาดความสามัคคีภายคนไทยด้วยกันเอง แทบทั้งสิ้น

แม้ว่า ผู้เขียนจากแผ่นดินไทยสู่สหรัฐอเมริกา ร่วม 10 ปีมาแล้ว แต่ก็ยังรัก และภาคภูมิใจ ที่ได้ถือกำเนิดบนแผ่นดินไทย และหวังอยากเห็นความรัก สามัคคีของคนในชาติเสมอ ทุกครั้งที่ได้รับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับไทย มักจะให้ความสนใจและให้ความสำคัญเสมอ แต่บ่อยครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้รับรู้ความแตกแยกทางความคิด จนเป็นเหตุให้ไทยทำลายไทยด้วยกันเอง อันเนื่องมาจากความเห็นที่ไม่ตรงกัน ถึงขั้นเผาบ้าน เผาเมือง และเข่นฆ่ากัน เหมือนไม่ใช่ไทยด้วยกัน รู้สึกหดหู่และสลดใจมาก

ผู้เขียนใคร่ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัว เกี่ยวกับประเทศไทย ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ประเทศไทยมีระบบการปกครองคล้ายประเทศอังกฤษ คือ มีระบบกษัตริย์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แต่ทรงมอบอำนาจด้านปกครองและด้านบริหาร ให้กับรัฐบาลเป็นผู้ปฏิบัติการแทน ผู้นำรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง มีตำแหน่งเป็น “นายกรัฐมนตรี” ระบบการปกครองแบบนี้ ถือว่า เหมาะสมแล้วกับประเทศไทย ซึ่งมีรากฐานมาจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช คือ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำในการปกครอง บริหาร และพัฒนาประเทศ ระบบนี้มีมาตั้งแต่เริ่มต้นประวัติศาสตร์ชาติสยาม (สยามคือชื่อดั้งเดิมของประเทศไทย) เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงนำระบอบการปกครองประเทศแบบใหม่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 7 ตามโลกตะวันตก เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตย” เข้ามาปกครองประเทศ แต่ยังคงเทิดทูนพระมหากษัติย์และราชวงศ์ไว้เป็น 1 ใน 3 สถาบันหลักของประเทศ กล่าวคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เรียกสั้นๆ ว่า “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”

ประเทศไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีเสาหลักทั้งสามนี้ ค้ำประเทศชาติสืบมา หากมองที่ความหมายจะพบว่า

1. ชาติ หมายถึง ชาติสยามแด่เดิม มีสีแดงเป็นสัญลักษณ์ในธงไตรรงค์ (ธงชาติไทย) ชาติรวมประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ พลังของประชาชน ถือเป็นพลังของชาติ

2. ศาสนา หมายถึง ศาสนาพุทธหรือพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาดั้งเดิมคู่ประวัติชาติสยามอันยาวนาน มีสีขาวเป็นสัญลักษณ์แทนศาสนา อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในปัจจุบันเป็นประเทศเสรีทางศาสนาคล้ายสหรัฐอเมริกา

3. พระมหากษัตริย์ หมายถึง พระมหากษัติย์ ปัจจุบันคือราชวงศ์จักรี มีสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ ในธงไตรรงค์ เป็นศูนย์รวมใจชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทั่วทุกภาคของประเทศ ไม่แบ่งแยกภูมิภาค ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม

ชาวไทย ทั้งนักวิชาการ นักปกครอง นักปราชญ์ ราชบัณฑิต และนักคิดทั้งหลาย เมื่อจะแสดงความเห็นใดๆ จะตระหนักถึงสถาบันหลักทั้งสามนี้เสมอ จะนำกลุ่มบุคคลหรือสิ่งอื่นใด มาแทนสถาบันหลักทั้งสาม ย่อมไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมโดยประการทั้งปวง หากช่วยกันทำนุ บำรุง และรักษา สถาบันหลักทั้ง 3 นี้ไว้ ไทยจะยังเป็นไทย เป็นประเทศเอกราช และมีอธิปไตยเป็นของตนเอง ตราบนานเท่านาน

ประเทศไทยในปัจจุบัน ภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่สงบเท่าที่ควร เนื่องจากยังมีความขัดแย้งกันทางความคิดของประชาชน ส่วนหนึ่งมีผลมาจากการคลั่งไคล้ในระบบประชาธิปไตยเกินขอบเขต จนหลงลืมพื้นฐานความเป็นไทยแต่โบราณ

ผู้เขียน ไม่ได้เรียนด้านการปกครองมาโดยตรง อยากจะมีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจกัน มองให้กว้างๆ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง แม้จะพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่ยังมีความรู้สึกรักประเทศไทย และอยากเห็นประเทศไทยเป็นเอกภาพ ปึกแผ่นแดนดินเดียวกัน ทั้งทางด้านรูปธรรม และนามธรรม ทั้งภายนอกและภายใน รวมใจของคนไทยทุกฝ่าย

ประชาธิปไตย ในความเข้าใจของผู้เขียน หมายถึงประชาธิปไตย ที่เกิดจากความตระหนักรู้ในคุณค่าของความเป็นไทย รัก และเทิดทูน สถาบันหลัก ที่มีมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล อันเป็นต้นกำเนิดของความเป็นไทย

ปัจจุบัน เรามีปัญหาเรื่องประชาธิปไตยกัน เคยคิดกันไหมว่า อาจเป็นเพราะประชาธิปไตยในปัจจุบันไม่ประกอบด้วยธรรมหรือไม่ เป็นแค่โลกาธิปไตย วิถีของโลกก็มักพร่องอยู่เป็นนิตย์เป็นทาสแห่งตัณหา เข้าทำนองว่า พวกมากลากไป ไทยจึงขาดความรักและสามัคคี  

ระบบประชาธิปไตยที่ไม่เป็นธรรมตามหลักอธิปไตย 3ในทางพระพุทธศาสนาอาจจะร้ายยิ่งกว่าระบบการปกครองเดิม ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ มีอำนาจบริหารและปกครองเด็ดขาด ซึ่งเรียกว่า “ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ก็ได้ประชาธิปไตยที่ขาดจิตสำนักในความเป็นไทย เข้าทำนองที่ว่า “พวกมากลากไป”แต่สมบูรณาญาสิทธิราชย์สืบเชื้อสายกันมายาวนานจึงมองประเทศเป็นมาตุภูมิแผ่นดินของพ่อแม่บรรพบุรุษ

การที่กษัตริย์จะเนรคุณแผ่นดินมาตุภูมิตนเองจึงไม่มีในหน้าประวัติศาสตร์ไทยซึ่งต่างจากนักการเมืองที่อ้างประชาธิปไตย แต่ไม่ประกอบด้วยธรรมกำลังย่ำยีแผ่นดินที่ตนเกิดเพราะความหลงตนเองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นไม่ได้เป็นผู้นำโดยสายเลือดและไม่ได้เป็นโดยจิตวิญญาณจึงไม่ได้สนใจที่จะรักษาเชื้อสายแห่งบรรพบุรุษพอเข้ามาได้ ก็พยายามตะเกียกตะกาย และทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองปรารถนาเพราะเมื่อถึงวาระเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะไม่ได้เข้ามาเป็นผู้นำอีก

เนื่องจากอำนาจที่ได้มาจากประชาธิปไตยที่ไม่ประกอบด้วยธรรมนั้นเป็นแค่สมบัติผลัดกันชมไม่ใช่สมบัติที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษไมได้รับการสืบทอดทางสายเลือดเหมือนราชวงศ์ อย่างระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ผู้เขียนเคยอ่านบทความจากนักเรียนการปกครองท่านหนึ่ง ที่กล่าวว่า “พุทธศาสนาเถรวาทไทยในปัจจุบันนี้ก็คือ ‘มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์’ ที่ยังถูกใช้สนับสนุนอุดมการณ์สมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่อย่างเข้มข้น” นั้น อาจเป็นการสนับสนุนผู้คลั่งไคล้ ในระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย (ต่อไปอาจไม่มีคำว่า มีพระมหากกษัติย์เป็นพระประมุข) และถูกนำไปตีความเพื่อสนับสนุนการล้มราชวงศ์ในอนาคตก็เป็นได้
ดูอย่างประเทศลาว อ้างว่าการปกครองแบบกษัตริย์เป็นการปกครองที่ล้าหลัง จึงได้ทำการล้มล้างราชวงศ์ในที่สุด ประเทศลาว ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านพี่น้องใกล้เคียงของไทย หลังการล้มราชวงศ์แล้ว มีการพัฒนาประเทศไปอย่างไรบ้าง จะพบว่า การพัฒนาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี หรือที่ควรจะเป็น ตามอุดมการณ์ใหม่ในระบบประชาธิปไตยมากมายนัก พี่น้องลาวต้องประสบกับภัยภายใจประเทศจากหลายกลุ่มบุคคล จนคนที่รักสงบ ต้องหนีออกนอกประเทศ ไปหวังตายเอาดาบหน้า หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ คนเราจะไม่ยอมทิ้งแผ่นดินเกิดเป็นอันขาด
ถามว่า ประเทศไทยจะเดินตามรอยประวัติศาสตร์ชาติลาว ซึ่งเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศอย่างเป็นทางการไปแล้วว่า “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” ระหว่างประเทศลาวในวันนี้กับประเทศลาวในสมัยมีราชวงศ์ปกครอง อยากให้มีการศึกษาวิจัยดูให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ชัดเจนว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ ประชาชนชาวลาวส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เลือกระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือระบบประชาธิปไตย

ความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม ไม่ได้อยู่ที่ระบบการปกครองเพียงอย่างเดียว แต่มีองค์ประกอบหลายอย่าง หากมองถึงอธิปไตยในทางพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาหลัก เป็นรากฐานของวัฒนธรรม ประเพณีของไทยแล้ว ถ้าคิดจะนำหลักอธิปไตยไปสู่การพัฒนาประเทศจริงๆ ต้องกลับทำการศึกษาให้เข้าใจเรื่อง อธิปเตยยะ (อธิปไตย) 3 อย่างจริงจัง พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องอธิปไตยไว้ 3 ระดับ คือ
๑. โลกาธิปเตยยะ (โลกาธิปไตย หรือที่เรียกกันสมัยปัจจุบันว่า ประชาธิปไตย) หมายถึง การถือโลกเป็นใหญ่ กระแสโลกเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ถือเสียงข้างมาก เข้าทำนองว่า พวกมากลากไป หากได้พรรคพวกที่ดีเป็นผู้นำ ก็จะนำไปสู่ความเจริญ หากได้พรรคพวกที่ไม่ดีเป็นผู้นำ ก็จะนำมาซึ่งความหายนะ ขายมรดกของบรรพบุรุษอย่างไร้ยางอาย ผลาญกันแบบไม่คิดว่าเป็นมรดกของบรรพบุรุษไทย ทั้งๆ ที่ตนเองก็เป็นคนไทย
๒. อัตตาธิปเตยยะ (อัตตาธิปไตย คล้ายระบบสมบูรณาญาสิทธิราช) หมายถึง การถือตนเป็นใหญ่ ถือผู้นำเป็นใหญ่ ผู้นำดี ก็นำพาไปสู่ความเจริญ ผู้นำไม่ดี ก็นำพาไปสู่ความเสื่อมสลาย ข้อนี้ หากมองให้ลึกซึ้งลงไป ถ้าผู้นำที่ได้มาจากประชาธิปไตย หรือโลกาธิปไตย (คะแนนเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง) เข้ามาเป็นผู้นำ และถือหลักอัตตาธิปไตยในทางปฏิบัติ อย่างที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยเปลือกนอกแต่เป็นเผด็จการภายใน” กล่าวคือ หลังได้รับการเลือกตั้งแล้ว ได้เป็นใหญ่ เป็นผู้นำแล้ว ก็ถืออำนาจนั้น กระทำการอันไม่ประกอบด้วยธรรม ทำตามความชอบใจ ทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายมามาก ชื่อว่า “อัตตาธิปไตย” ไม่ว่าจะมาจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือมาจากประชาธิปไตย ถ้าไม่ประกอบด้วยธรรม ก็นำความทุกข์ความเดือดร้อนมาให้ด้วยกันทั้งนั้น เหตุนี้เอง พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรื่องอธิปไตยประการที่สาม
๓. ธัมมาธิปเตยยะ (ธรรมาธิปไตย) หมายถึง การถือธรรม คือความถูกต้องตามหลักคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม ไม่ใช่ความถูกใจ ธรรมาธิปไตยนี้ คือหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ตลอดพระชนม์ชีพ ในการประกาศพระศาสนา และการปกครองคณะสงฆ์ สังฆมณฑลทั่วทั้งชมพูทวีปในครั้งพุทธกาล จึงอยู่กันด้วยความสันติ มีเสรีภาพ เอกภาพโดยธรรม และสงบสุข เพราะมีผู้นำที่ประกอบด้วยธรรม คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง การะประกาศพระศาสนาของพระพุทธองค์ เป็นไปด้วยความเมตตากรุณา ปราศจากการเบียดเบียน ขู่เข็ญ หรือบังคับ ให้เชื่อถือ ผู้นับถือพระพุทธศาสนา ล้วนนับถือและปฏิบัติตามด้วยความศรัทธาเลื่อมใสอย่างแท้จริง พระพุทธศาสนาประดิษฐานในแผ่นดินใด แผ่นดินนั้นจึงมีความสุข สงบ ร่มเย็น และเมตตา เป็นพื้นฐาน
หากมองในสังคมไทย หากพระมหากษัตริย์ไทย ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามอย่างแท้จริง พระองค์ก็สมควรจะได้รับการเทิดทูน ให้เป็นพระประมุขของประเทศโดยชอบธรรม ย้อนดูประวัติศาสตร์ชาติไทยในระยะ 60 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยพัฒนาระบบการชีวิตและการเป็นอยู่ ภายใต้โครงการในพระราชดำริมากกว่าหมื่นโครงการ จนนานาอารยประเทศยอมรับประเทศไทย ต่างประเทศไมได้ยอมรับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่ตามหลังต่างประเทศเขา แต่ยอมรับประเทศไทยเพราะประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นผู้เสียสละ ทรงประกอบด้วยธรรม ผู้ทรงมองเห็นผืนแผ่นดินสยามทุกตารางเซนติเมตร เป็นมรดกสืบสอดมาแต่บรรพบุรุษ ทรงมองประชาชนชาวไทย มองพสกนิกรทั่วหล้า เป็นเหมือนลูกหลานแห่งบรรพบุรุษเดียวกัน พระองค์จึงทรงทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ตลอดระยะเวลามากกว่า 60 ปีที่เสด็จขึ้นครองราชย์
ก่อนหน้านี้ ประเทศไทย มีความรักและสามัคคีกัน ในยามคับขัน ก็ร่วมกันรักษาประเทศชาติอย่างจริงจัง ดูอย่างในประวัติศาสตร์การกู้ชาติสยาม ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงธนบุรี ประเทศไทยเพิ่งมาแยกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบบการปกครองมานี้ และหลังการคลั่งไคล้ประชาธิปไตย ภายใต้อำนาจเงินตรา เพียงไม่ถึง ๑๐ ปีมานี้ แม้ในยามประเทศเจอภาวะวิกฤติจากภัยธรรมชาติ น้ำท่วมประเทศครั้งใหญ่ เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ก็ยังไม่สามารถจะรวมประเทศได้เท่าที่ควร
เดิมทีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำประเทศในทุกด้าน สามารถก็ชาติไทยให้กลับคืนมาได้ กษัตริย์คือศูนย์รวมใจ รวมพลังชาติสยามในประวัติศาสตร์อันยาวนาน หากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ดีจริง ใครเล่านำพาชาวสยามในครั้งประวัติศาสตร์กู้ชาติกู้แผ่นดิน หลังการเสียกรุงไปในแต่ละครั้ง การเสียกรุงไปนั้น เนื่องจากผู้นำในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่มีคุณธรรม ขาดศีลธรรม และไร้จริยธรรม จึงทำให้สูญเสียแผ่นดินไป แต่ก็อาศัยผู้นำในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ประกอบด้วยคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม นำพาประชาราษฎร์กู้ชาติกลับคืนมาได้
ดังนั้น  ความยุติธรรม หรือความอยุติธรรม (ความไม่ยุติธรรม) ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ระบบการปกครองระบอบใดระบอบหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้สนับสนุนการปกครอง (อธิปไตย) ทั้งสองระบบแรก ทั้งโลกาธิปไตย (ประชาธิปไตย) และอัตตาธิปไตย (สมบูรณาญาสิทธิราขย์) ในช่วงต้นพุทธกาล พระองค์ทรงใช้การปกครองแบบอัตตาธิไตย คือมีพระองค์เป็นสังฆประมุข แต่พระองค์ทรงประกอบด้วยธรรม จึงเป็นการปกครองแบบอัตตาธิปไตยโดยธรรม ซึ่งเหมือนกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยธรรม ในระบบอาณาจักร พระพุทธองค์ทรงใช้ระบบธรรมาธิปไตยในการปกครองสังฆมณฑล รวมทั้งพุทธศาสนิกชน ทำศัตรูให้กลายเป็นมิตร ทำมิตรให้เป็นมิตรที่ประกอบด้วยธรรม ต่อมาทรงมอบอำนาจให้สงฆ์เป็นใหญ่ หมายถึง มอบให้หมู่พระภิกษุปกครองกันเอง แต่ก็ทรงแนะนำให้เคารพกันตามระบบอาวุโส กล่าวคือ ให้เคารพภิกษุผู้บวชก่อนด้วย และทรงย้ำให้ปกครองกันโดยธรรม
การกล่าวเพียงว่า ระบบการปกครองระบบใดระบบหนึ่ง ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในสังคม และการอ้างว่า มีการอ้างหลักธรรมสนับสนุนระบบการปกครองระบบใดระบบหนึ่งนั้น จะเป็นการทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องเปราะบางมาก ยากที่จะประสานกันได้
สถาบันหลักของประเทศไทย คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังกล่าวถึงข้างต้น ควรจะอยู่คู่กันเป็นเหมือนเสาหลัก 3 เสา ค้ำผืนแผ่นดินสยามไว้ จึงจะนำพาประเทศชาติและประชาชนอยู่รอด ปลอดภัย สามัคคี และมีการพัฒนาไปได้อย่างที่ควรจะเป็น หากไม่มีพระมหากษัตริย์แล้ว จะยิ่งเกิดปัญหาความวุ่นวายมากขึ้น
แทนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศแบบใหม่ เราทุกคนหันมาทำการปรับปรุง และพัฒนาจากหลักการปกครองที่มีอยู่แล้วชัดเจนในปัจจุบัน คือ “ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” แต่เพิ่มหลักธรรมาธิปไตยเข้ามาให้มีบทบาทมากขึ้น พระมหากษัตริย์ทรงประกอบด้วยหลักทศพิธราชธรรม ดังเช่น พระพุทองค์ทรงปกครองหมู่สงฆ์ และมอบอำนาจบริหารให้คณะสงฆ์ปฏิบัติหน้าที่กันต่อมาตามลำดับ ในปัจจุบัน พระมหากษิตริย์ไทย ทรงมอบอำนาจบริหารให้กับผู้นำรัฐบาล ตามระบบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งอยู่แล้ว การพัฒนาให้ดีขึ้นคือ เน้นให้ผู้นำรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี มีธรรมะสำหรับผู้นำโดยเน้นคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม ให้มากขึ้น รวมถึงสมาชิกวุฒิสภาพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำท้องถิ่นทั้งหลายทั่วประเทศ เน้นให้ความสำคัญกับความรู้คู่คุณธรรม แม้จะมีความรู้ความสามารถ แต่ถ้าขาดคุณธรรม ก็เป็นภัยต่อบ้านเมืองและประเทศชาติ จะต้องเน้นตรงนี้ให้มากที่สุด
สิ่งที่ควรทำร่วมกันคือ การสนับสนุน ส่งเสริม และรณรงค์ให้เลือกตั้งผู้นำที่ประกอบด้วยธรรม ไม่ซื้อสิทธิ์ ไม่ขายเสียง ภาคประชาชนก็รณรงค์ไม่ให้ขายเสียง เพียงเท่านี้ หากสามารถทำให้เป็นรูปธรรมชัดเจนอย่างแท้จริง ประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะมีคนดีเข้ามาเป็นผู้นำบริหารประเทศ แม้องค์พระมหากษัตริย์ก็ประกอบด้วยทศพิธราชธรรม ถ้าพรรคการเมืองใดซื้อสิทธิ์อย่างที่เคยเป็นมา ไม่ต้องเลือกเข้าสภามาคอรัปชั่น หากทุกพรรคซื้อเสียงกันหมด ต้องรณรงค์ให้งดออกเสียง รณรงค์ให้เน้นคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรมอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ให้มีพลังเหนือระบบเงินตรา อำนาจ และพวกพ้อง ที่ป่าวร้องกันว่า “ประชาธิปไตย” แต่เป็นประชาธิปไตยแบบไร้ธรรมะ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ผู้เขียนอยากเห็นว่า ถ้าไม่มีคนไปเลือกตั้งเลยสักคน เพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า ผู้สมัครเข้ามาเป็นผู้นำในการปกครองและบริหารประเทศ ไม่มีคุณสมบัติ โดยเฉพาะคุณธรรมเพียงพอจะเป็นผู้นำ วันนั้น ประเทศไทย คงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตรงนี้ ธรรมะควรเข้ามามีบทบาทให้มากขึ้น
ประเทศไทยจะถือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างแท้จริง เพราะมีระบบการปกครองทั้ง 2 ระบบควบคู่กันไป เป็นเหมือนเสาหลัก 3 เสาค้ำจุนประเทศชาติ หากขาดธรรมมาค้ำจุนชาติ ก็เท่ากับกำลังเดินไปสู่ความพินาศเมื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือประชาธิปไตย
ดังนั้น เราควรภาคภูมิใจในความเป็นไทย ภายใต้ระบบการปกครองที่มีอยู่ กล่าวคือ ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า โดยมีคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม เป็นแบบแผน ก็จะได้ระบอบการปกครองที่สมบูรณ์แบบที่ไม่มีในประเทศใดๆ ในโลก นั่นคือ
“ประเทศไทย ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และประกอบด้วยคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม เป็นแบบแผน”

หากหลักการนี้ สามารถทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อย่างแท้จริงได้ เมื่อนั้นประเทศไทย จะมีเสรีภาพ เอกภาพ และเกิดสันติสุขร่มเย็นด้วยธรรมะอย่างแท้จริง เมื่อนั้นก็จะสามารถตอบคำถามได้ว่า พระพุทธศาสนามีประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างไรได้อย่างชัดเจน

ประเทศไทยคือประเทศสยามในอดีต ถ้าคิดจะก้าวไปในอนาคต เราควรตระหนักเสมอว่า เรามาจากไหน อยู่ที่ไหน และกำลังจะไปไหน เราจะตามต่างประเทศทั้งหมดย่อมเป็นไปไม่ได้ อาหารไทยดังไกลทั่วโลก ประเทศไทยก็ดังไกลทั่วโลก หากจะถือเอาแบบอย่างจากต่างประเทศ ควรถือเอาเฉพาะแบบอย่างที่ดี ประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทยที่สุดคือ

ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
โดยมีคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม เป็นรากฐาน

ผู้เขียน อยากเห็นความสามัคคีของคนทั้งชาติ ที่พร้อมรักษาไว้ซึ่ง 3 สถาบันหลักของประเทศ

1. ประชาชนทุกฝ่ายทุกภูมิภาคของประเทศ มีความสมัครสมานสามัคคีกัน

2. เคารพนับถือ และปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ เคารพกันและกัน ไม่เบียดเบียนหรือทำร้ายศาสนาอื่น

3. จงรักภักดี และเทิดทูนไว้ซึ่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ถึงภาวะวิกฤติจากผู้บริหารประเทศที่ขาดศีลธรรมคราใด ก็ต้องพึ่งพาร่มพระบารมีของพระองค์เสมอ จึงทำให้บ้านเมืองสงบเย็นลงได้ ตลอดระยะเวลามากกว่า 60 ปี

 

ผู้เขียนเชื่อว่า ชาวไทยคือผู้มีสติปัญญา ผู้มีปัญญาอย่างแท้จริงนั้น ย่อมสามารถรักษาชาติของตนให้สงบร่มเย็นด้วยศีลธรรม เพราะศีลธรรมรักษาผู้ปฏิบัติ ให้งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด เพราะไม่ปรารถนาให้คนอื่นดูถูกชาติ ทั้งชาติกำเนิดและประเทศชาติของตน จึงไม่ดูถูกชาติกำเนิดและประเทศชาติของตนเอง และชาติของคนอื่น โดยประการทั้งปวง  

แต่ผู้มีตัณหา คือ ความทะยานอยาก ไม่มีประมาณ ไม่รู้จักพอเท่านั้น ที่ผลาญทั้งชาติกำเนิด และประเทศชาติของตนเอง ด้วยความทะยานอยากมากเกิน จนถูกประชาชนเดินประท้วงตราหน้าว่า “บ้าอธิปไตย หลงใหลในอำนาจ และขาดหลักศีลธรรม” เพราะไม่ได้รักชาติกำเนิด และประเทศชาติของตนอย่างแท้จริง แต่อาศัยอิงผลประโยชน์ เป็นประการสำคัญ ผลลัพธ์นั้นจึงพลันสนองให้เห็นกันในปัจจุบันนี้

ท้ายที่สุดนี้ ขอฝากเรื่อง “อธิปไตย” ไว้เป็นการบ้านของทุกท่าน หวังใจว่า ไทยจะรวมเป็นไทย รวมกำลังตั้งมั่น จะสามารถป้องกันขันแข็ง เฉกเช่นบรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ ที่ร่วมกัน “ปกบ้าน ป้องเมืองคุ้มเย้า เสียเลือดเสียเนื้อ มิใช่เบา หน้าที่เรา...รักษาสืบไป” เพราะความเป็นไทย เกิดจากการหลอมหลอมรวมของคนไทยทุกท่าน อันเป็นอธิปไตยอันเกรียงไกรอย่างไทยแท้ ที่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย เสียสละเลือดเนื้อพิทักษ์รักษาไว้ให้ลูกหลานเหลน จากรุ่นสู่รุ่น จึงเป็นการสวมควรอย่างยิ่งที่เราทุกคน ควรอนุรักษาไว้ ให้โลกประจักษ์รู้ถึง “ความเป็นไทย” อย่างแท้จริง เคียงคู่โลกนี้ตลอดไป

“อธิปไตย” ยิ่งใหญ่ ให้องอาจ

ถ้าสามารถ ใช้เป็น จักเห็นผล

เสริมอำนาจ บารมี ที่ตัวตน

จะหมองหม่น หากบ้า อธิปไตย


อัตตาธิปไตย ให้ค้นพบ
จะประสบ สุขเย็น และเห็นได้
ต่างจากเห็น- แก่ตัว ชั่วจัญไร
แต่เป็นความ ยิ่งใหญ่ ที่ให้คุณ

โลกาธิปไตย ให้ตระหนัก
มิใช่มัก อยากได้ จนวายวุ่น
แต่เป็นความ ใหญ่เย็น เน้นการุณย์
ด้วยสงบ อบอุ่น หนุนมั่นคง


ธรรมาธิปไตย ใช้ให้ถูก
จะฝังปลูก จรรยา ไม่บ้าหลง
เป็นผู้นำ ย้ำเน้น หลักเกณฑ์ตรง
จะอยู่ยง คงมั่น นิรันดร์กาล


สุขสวัสดีพี่น้องไทย

โดย...เทียนเล่มน้อย

Last modified onTuesday, 29 November 2016 06:42
(0 votes)
Read 89 times