กฎหมายน่ารู้ เกี่ยวกับพาสปอร์ต

***  การทำหนังสือเดินทางและบัตรปช.ของผู้ที่ถือพาสปอร์ตต่างประเทศซึ่งมีมารดาเป็นคนไทย  

 

 

 ถาม เรียน เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง  สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นเจ้าหน้าที่จากกองข่าวสารท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวสอบถามข้อมูลดังนี้คะ คุณ ซึ่งเป็นผู้มีบัตรประชาชนและหนังสือเดินประเภท HKSAR ของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง และเป็นผู้มีมารดาเป็นคนไทยแต่บิดาเป็นคนจีนนั้น มีสิทธิทางกฎหมายที่จะขอรับเอกสารสำคัญยืนยันว่าตนเป็นคนไทยเช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง ใบสูติบัตร ได้หรือไม่ ขั้นตอนเป็นอย่างไรบ้าง และสามารถยื่นคำขอได้ที่ไหน จาก กองข่าวสารท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอบคุณมากค่ะ

 

ตอบ : ตามที่คุณได้รับคำถามจากนักท่องเที่ยวมาว่า การที่คุณ ซึ่งเป็นผู้มีบัตรประชาชนและหนังสือเดินประเภท HKSARของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง และเป็นผู้มีมารดาเป็นคนไทยแต่บิดาเป็นคนจีนนั้น มีสิทธิทางกฎหมายที่จะขอรับเอกสารสำคัญยืนยันว่าตนเป็นคนไทยเช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง ใบสูติบัตร ได้หรือไม่ ขั้นตอนเป็นอย่างไรบ้าง และสามารถยื่นคำขอได้ที่ไหนนั้น  สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ (สฝคป.) ขอเรียนว่า

เนื่องด้วย คุณ เป็นผู้มีสัญชาติจีนและถือ HK ID card รวมถึง Passport HKSAR แสดงให้เห็นว่าคุณ ได้ถือสัญชาติจีน โดยพาสปอร์ต HKSAR เป็นพาสปอร์ตสำหรับคนสัญชาติจีนที่มีถิ่นที่อยู่ในเขตปกครองพิเศษฮ่องกงและถือบัตรประจำตัวประชาชนฮ่องกง (Valid Hong Kong permanent identity card) เท่านั้น อย่างไรก็ตามคุณ มีบิดาเป็นคนสัญชาติจีน แต่มารดาเป็นคนไทยที่ยังถือสัญชาติไทยอยู่ ส่งผลให้ คุณ ได้รับสัญชาติไทยโดยการเกิด (โดยหลักการสืบสายโลหิต) ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๗(๑) ที่วางหลักว่า บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด (๑) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย” ดังนั้นในทางกฎหมายแล้วคุณ จึงมีสิทธิในฐานะคนไทยที่มีสัญชาติไทยทุกประการ

               ในส่วนของการใช้สิทธิขอรับเอกสารยืนยันสิทธิ์ความเป็นคนไทยนั้นสามารถ พิจารณาเป็นประเภทต่างๆได้ดังนี้

              1. ในส่วนของบัตรประชาชน (Identity card) นั้น ในกรณีที่เป็นผู้ที่ไม่เคยทำบัตรประชาชนไทยมาก่อน ไม่สามารถทำเรื่องขอทำบัตรประชาชนที่สถานกงสุลไทยในต่างประเทศได้ เนื่องจาก ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๔(พ.ศ. ๒๕๕๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ กำหนดให้สามารถดำเนินการได้เฉพาะผู้เคยทำบัตรประจำตัวประชาชนมาแล้วเท่านั้น สำหรับผู้ยังไม่เคยทำบัตรมาก่อน ไม่สามารถยื่นคำขอมีบัตรได้ในต่างประเทศ หากจะทำบัตรต้องมาดำเนินการยื่นคำขอมีบัตรในประเทศไทย ทั้งนี้จะต้องจัดเตรียมข้อมูลเอกสาร หลักฐาน ประกอบที่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้พร้อมพยานบุคคล ไปติดต่อขอทำบัตรได้ในท้องที่ที่ตนเองเกิดหรือในท้องที่ที่ตนเองมีภูมิลำเนาอยู่ในปัจจุบัน สาเหตุที่ยังไม่อนุญาตให้ดำเนินการในต่างประเทศได้ เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบหลักฐานและ/หรือพยานบุคคล รวมทั้งเกี่ยวข้องกับระเบียบ/ข้อกฎหมายหลายข้อที่ต้องดำเนินการ เพื่อให้แน่นอนว่า การออกบัตรประจำตัวประชาชนนั้นถูกต้องตรงกับบุคคลที่ยื่นขอมีบัตร  

               2. ในส่วนของใบสูติบัตร(Birth certificate) นั้น บุคคลที่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด บิดามารดาสามารถแจ้งขอสูติบัตรไทยได้ที่สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่ไทยในเขตปกครองพิเศษฮ่องกงได้ เอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการยื่นขอสูติบัตรได้แก่

                    2.1 เอกสารการแจ้งเกิดจากท้องถิ่น ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานเขตปกครองพิเศษฮ่องกง (CERTIFIED COPY OF THE BIRTH CERTIFICATE NOTARISED BY AUTHORISED HONG KONGNOTARY PUBLIC) 

                   2.2 เอกสารของมารดา ซึ่งประกอบด้วย พาสปอร์ตประเทศไทย บัตรประจำตัวประชาชนไทย ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส และเอกสารการเปลี่ยนชื่อ(ถ้ามี)

                   2.3 เอกสารของฝ่ายบิดา หนังสือเดินทางประเทศจีน บัตรประจำตัวประชาชนจีน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส และเอกสารการเปลี่ยนชื่อ(ถ้ามี)

      3. ในส่วนของหนังสือเดินทาง(Passport) นั้นมีแบบฟอร์มในการขอทำพาสปอร์ตอยู่ในเว็บไซต์ของกงสุลใหญ่ฮ่องกง: http://www.thai-consulate.org.hk/

 

               ทั้งนี้ข้อมูลที่อธิบายมาข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น คุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่http://www.thai-consulate.org.hk/ หรือ สอบถามโดยตรงไปยัง  สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ชั้น 8 อาคาร Fairmont House ถนน 8 Cotton Tree Drive  Central, Hong Kongโทร 25216481

  จาก  สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ

 

*** บุตรบุญธรรมของชาวต่างชาติมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ ?? 

ถาม :ขอสอบถามคะ สามีดิฉันเขามีลูกอยู่ต่างประเทศแต่เป็นลูกของน้องสาวเขา สามีของดิฉันเป็นพ่อบุญธรรมของน้องสาว สามีอาศัยอยู่เมืองไทยกับดิฉัน ถ้าวันหนึ่งเกิดเขาเสียชีวิตเราจดทะเบียนกับเขา ถ้าลูกบุญธรรมมาเมืองไทยเราต้องแบ่งทรัพย์สินให้ลูกบุญธรรมไหมคะ หรือถ้าเขาเรียกร้องในฐานะความเป็นลูกบุญธรรมคะ ขอบคุณคะ

 

ตอบ : ตามที่คุณสอบถามว่า สามีของคุณมีบุตรบุญธรรมอยู่ที่ต่างประเทศ หากในอนาคตสามีของคุณเสียชีวิตลง บุตรบุญธรรมจะมีสิทธิรับมรดกในฐานะบุตรบุญธรรมหรือไม่

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ (สฝคป.) ขอเรียนว่า

ในเรื่องสิทธิของบุตรบุญธรรมนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๙๘/๒๘ บัญญํติไว้ว่า บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น....” ดังนั้นบุตรบุญธรรมของสามีของคุณ จึงมีฐานะเช่นเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของสามี ซึ่งในการรับมรดก เขามีสิทธิได้รับมรดกในฐานะผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๑๖๒๗ แต่อย่างไรก็ตาม หากสามีของคุณมีทายาทคนอื่นๆที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องพิจารณาถึงสิทธิในการรับมรดกของทายาทคนอื่นๆด้วย เช่น หากสามีคุณมีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายคนอื่นอีกหรือมีบิดามารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ จะต้องแบ่งมรดกให้กับบุคคลเหล่านั้นคนละหนึ่งส่วนเท่าๆกัน 

               ทั้งนี้การแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาท จะเกิดขึ้นภายหลังที่ได้มีการแบ่งสินสมรสระหว่างคุณกับสามีแล้ว เพราะเมื่อสามีคุณเสียชีวิต การสมรสก็สิ้นสุดลงเช่นกัน คุณจะได้รับสินสมรสครึ่งหนึ่ง ส่วนสินสมรสที่เป็นของสามีอีกครึ่งหนึ่งนั้น ก็จะเป็นมรดกที่ตกทอดแก่ทายาทต่อไป และในฐานะที่คุณเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายคุณจึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมอีกส่วนหนึ่งด้วย กล่าวคือหากสามีของคุณมีทายาทเพียงคนเดียวคือบุตรบุญธรรม มรดกก็จะตกทอดแก่คุณและบุตรบุญธรรมคนละครึ่ง

               แต่หากสามีคุณได้ทำพินัยกรรมไว้ การแบ่งมรดกย่อมเป็นไปตามข้อความที่ระบุไว้ในพินัยกรรมตามที่สามีคุณได้แสดงเจตนาไว้

 

         จาก

               สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ   

 

              *** การจดทะเบียนหย่ากับคนอเมริกัน  

 ตามที่คุณได้สอบถามว่า คุณได้แต่งงานกับชายชาวอเมริกันตามประเพณีไทยในประเทศไทยแล้วและได้จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อคุณไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา คุณได้พักอาศัยอยู่กับสามีและเป็นแม่บ้าน โดยคุณอยู่ระหว่างดำเนินการขอ Green Card ซึ่งกรณีของคุณได้รับแจ้งว่าไม่ต้องไปทำการสัมภาษณ์กับฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองแต่ให้รอประมาณ 6 เดือน นั่นคือจะครบกำหนด 6 เดือนประมาณเดือนกันยายน 2558 ต่อมาสามีของคุณเกิดความเครียดสะสมจากการที่ครอบครัวของเขาไม่ยอมรับคุณ จึงขับไล่คุณออกจากห้องและแยกกันอยู่ ต่อมาสามีของคุณได้นำเอกสารการหย่ามาให้คุณลงชื่อยินยอมหย่ากับสามีของคุณโดยสมัครใจ แต่คุณไม่ยอมลงชื่อ สามีของคุณจึงขู่ว่าทนายความของเขาจะแจ้งให้ตำรวจมาจับคุณไปคุมขัง แต่หากคุณลงชื่อ เขาก็ให้คุณออกไปเช่าที่พักและหางานทำเพื่อเลี้ยงดูตนเอง คุณยังหาทนายความไม่ได้ ไม่รู้จักคนไทยและเพื่อนที่สหรัฐอเมริกา พูดภาษาอังกฤษได้ไม่ดีนักและไม่มีงานทำและเกรงว่าจะถูกทำร้ายถ้าไม่ลงชื่อในเอกสารการหย่า คุณต้องการความคุ้มครองและช่วยเหลือในสหรัฐอเมริกา

               สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ (สฝคป.) ขอเรียนว่า

               หากคุณยังรักสามีของคุณอยู่และไม่ประสงค์ที่จะทำการหย่า คุณอาจลองคุยกับสามีของคุณให้คุณทั้งสองลองไปพบที่ปรึกษาปัญหาครอบครัว (Family Counselors) หรือผู้เชี่ยวชาญแก้ไขการหย่า (Divorce Therapists) เพื่อรักษาสัมพันธภาพภายในครอบครัวและการสมรสของคุณไว้

               โดยคุณสามารถติดต่อที่ศูนย์ที่ปรึกษาปัญหาครอบครัวในรัฐ Nebraska ได้ 2 แห่งคือ

               Arbor Family counseling

               Located at 11605 Arbor Street, Omaha, NE 68144 TEL: MAIN(402) 330-4700 EAP HOTLINE(800) 922-7379 More information  : http://arborfamilycounseling.com/

               Lutheran Family Services

               Located: Omaha Central Administration Office TEL : (402) 342-7038

               More information: http://www.lfsneb.org/

               ส่วนกรณีการหย่าในสหรัฐอเมริกา ตามที่ได้ค้นข้อมูลกฎหมายสหรัฐอเมริกา ได้ข้อมูลว่า ก่อนที่จะหย่า คุณควรปรึกษาทนายความในรัฐที่คุณอาศัยอยู่ เพราะกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ในแต่ละรัฐไม่เหมือนกัน โดยหลักทั่วไปแล้วการหย่าในสหรัฐอเมริกามีสองลักษณะ คือการหย่าโดยความยินยอม (uncontested divorce) กับการหย่าโดยไม่ยินยอม (contested divorce) และผลของการหย่าในบางรัฐมีผลเสร็จสิ้นทันที แต่ในบางรัฐได้กำหนดช่วงเวลารอคอย (waiting period) การหย่าถึงจะมีผลเสร็จสมบูรณ์

               การหย่าโดยความยินยอม คือการหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย ซึ่งใช้ในกรณีที่ไม่มีเรื่องบุตรหรือทรัพย์สินเข้ามาเกี่ยวข้อง คู่สมรสสามารถตกลงกันได้เอง โดยฝ่ายที่ประสงค์จะหย่าเตรียมเอกสารการหย่าให้อีกฝ่ายหนึ่งลงชื่อพร้อมกับลงชื่อในหนังสือสละสิทธิการมาปรากฏตัวต่อศาล เมื่อทนายความรวบรวมเอกสารครบถ้วนแล้วจึงยื่นต่อศาล ศาลก็จะตัดสินให้มีการหย่าและมีผลบังคับทันที

               นอกจากนี้ ในรัฐที่ใช้ระบบ No Fault Divorce คือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องหย่าได้ แม้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีความผิดหรือประพฤติผิดต่อการสมรส และถึงแม้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่ลงชื่อยินยอมในการหย่า ศาลจะตัดสินให้มีการหย่าโดยปราศจากส่วนร่วมของฝ่ายนั้นได้ ซึ่งรัฐเนบลาสก้าเป็นรัฐหนึ่งที่ใช้ระบบดังกล่าว โดยคู่สมรสไม่จำเป็นต้องแยกกันอยู่เสียก่อน และหากไม่ลงชื่อยินยอมในการหย่าหรือเปลี่ยนใจปฏิเสธการหย่านั้น   ภายหลัง อีกฝ่ายอาจร้องขอต่อศาลเพียงฝ่ายเดียวเพื่อการหย่าร้างได้และจะมีการส่งหมายเรียกให้คุณ แม้คุณจะปฏิเสธการรับหมายเรียกหรือปฏิเสธการเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาของศาล ศาลจะสามารถพิพากษาให้หย่าได้แม้คุณจะไม่ลงชื่อในใบยินยอมหย่า คุณจึงควรตรวจสอบจดหมายหรือหมายจากทางศาลด้วยเพื่อเตรียมตัวในการร่วมพิจารณาคดีฟ้องหย่า

               สำหรับประเด็นเรื่องค่าเลี้ยงดูคู่สมรส (Spousal support) นั้น หากคุณกับสามีตกลงกันไม่ได้ คงต้องใช้ทนายความในการดำเนินการ กรณีนี้คุณควรปรึกษาทนายความในรัฐที่คุณจะยื่นฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดู โดยศาลจะพิจารณาจากรายได้ของทั้งสองฝ่าย ช่วงระยะเวลาที่แต่งงานและอยู่ด้วยกัน รวมไปถึง ความทุ่มเทให้กันระหว่างที่สมรส ทั้งนี้ คุณควรตกลงในเรื่องทรัพย์สินระหว่างสมรสที่เกิดขึ้นระหว่างที่คุณอยู่ร่วมกับสามีด้วย โดยทรัพย์สินส่วนตัวของคุณหรือที่สามีของคุณให้คุณโดยเสน่หาระหว่างสมรสนั้น ตกเป็นของคุณเป็นส่วนตัวไม่จำต้องคืนให้แก่สามีของคุณ

               ขณะนี้การที่คุณอยู่ระหว่างการยื่นเรื่องขอ Green Card เมื่อคุณถูกสามีข่มขู่ว่าทนายความจะให้ตำรวจมาจับคุณไปคุมขังนั้น ตามข้อมูลของ Immigration Policy Center , American immigration Council กรณีดังกล่าวอาจถือได้ว่าคุณซึ่งเป็นคู่สมรสของพลเมืองสหรัฐอเมริกาเป็นเหยื่อของการถูกกระทำทารุณข่มเหงอาจมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอ Green Card ด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้ผู้ข่มเหงยื่นเรื่องแทน ตามกระบวนการที่เรียกว่า การร้องขอโดยตนเอง (self-petitioning) คุณอาจแจ้งเหตุต่อ U.S. Citizenship and Immigration Services (USCIS) ให้ทราบเรื่อง ซึ่งภายใต้กฎหมายใช้ความรุนแรงต่อสตรีViolence Against Woman Act (VAWA)  เพื่อสถานะการเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรอย่างถูกกฎหมาย หรือ Green Card ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการพำนักอาศัยมีแบบ 10 ปี และ 2 ปี และต้องทำการต่ออายุก่อนที่ Card นั้นจะหมดอายุ ทั้งนี้ การได้ Green Card หรือไม่ก็ขึ้นกับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการพิจารณาอนุมัติคำร้องของคุณ โดยคุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน Fact Sheet: USCIS Issues Guidance For Approved Violence Against Women Act (VAWA) Self-Petitioners ( http://www.uscis.gov/archive/archive-news/fact-sheet-uscis-issues-guidance-approved-violence-against-women-act-vawa-self-petitioners)

               สฝคป. มีความเห็นว่า กรณีของคุณเป็นกรณีเร่งด่วน อีกทั้งคุณพูด าษาอังกฤษได้ไม่ดีนักและไม่รู้จักใคร คุณควรเร่งประสานขอความช่วยเหลือจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก ซึ่งมีเขตอำนาจในการดูแลคนไทยในรัฐเนบราสก้าที่คุณมีภูมิลำเนาอยู่  สถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก ตั้งอยู่เลขที่ 700 North Rush Street, Chicago, IL 60611-2504 e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  เวลาทำการ 09.00 – 12.00 น. และ13.00 -17.00 น. (วันจันทร์ – วันศุกร์) ยกเว้นวันหยุดราชการ แผนกวีซ่าและแผนกช่วยเหลือคนไทย โทรภายในสหรัฐอเมริกา (312)664- 3129 ต่อ 108 e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  หรือสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ที่รัฐ Colorado ติดต่อ Mr.Donald W. Ringsby เลขที่ 1123 Auraria Pkwy.,Ste.200 Denver, CO 80204

 

          จาก

               สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ

(0 votes)
Read 954 times