ผู้ทำลายไม่ใช่เจ้าของ

ผู้ทำลายไม่ใช่เจ้าของ

โดย. พระมหากิตติศักดิ์ โคตมสิสฺโส (ศ.สียวน)

 

 

       เจ้าชายเทวทัตขณะยังทรงวัยรุ่น ชอบล่าสัตว์เป็นพระนิสัย มีความชำนาญเชี่ยวชาญในเพลงธนูยิ่ง แม่นยำหาใครเทียบได้ยาก วันหนึ่งทอดพระเนตรเห็นหงส์บินอยู่ จึงยิงธนูขึ้นฟ้า เป้าคือหงส์ตัวนั้น ลูกธนูกรีดอากาศอย่างรวดเร็ว พุ่งเสียบปีก กลายเป็นหงส์ปีกหัก แต่กั้นใจบินต่อไปด้วยใจเด็ด แต่ไปไม่รอด
ตกลงกลางพระราชอุทยาน ตรงเฉพาะพระพักตร์ของเจ้าชายน้อยสิทธัตถะ
       ด้วยน้ำพระทัยรักแท้คือกรุณาต่อสัตว์ จึงหายามาใส่ มาทำแผลรักษาหงส์ตัวนี้ เจ้าชายเทวทัตตามหาหงส์
มาพบเข้าจำได้ว่าเป็นหงส์ที่พระองค์ยิง จึงขอคืน แต่เจ้าชายสิทธัตถะไม่ทรงมอบให้ กลับรับสั่งว่า

       “ถ้านกตายมันจึงจะเป็นของผู้ยิง  แต่เมื่อมันยังมีชีวิตอยู่ ควรจะเป็นของผู้ที่ให้ความช่วยเหลือมัน ขณะนี้นกบาดเจ็บ ยังจะไม่มอบให้ใครทั้งสิ้น”

       ไม่มีใครยอมใคร เพราะมันหมายถึงหนึ่งชีวิต เจ้าชายสิทธัตถะจึงเสนอแนะ ให้เข้าสู่กระบวนการศาลพิพากษาตัดสิน ถือเป็นเด็ดขาด เจ้าชายเทวทัตเห็นด้วย

       ณ ที่ประชุมนักปราชญ์แห่งนครกบิลพัสดุ์ ต่างยกญัตติเรื่องหงส์ควรเป็นของใคร ขึ้นมาอภิปรายกัน
เสียงแตกกันไปเป็นสองฝ่ายสองความเห็น แต่ขณะนั้นมีบุคคล ซึ่งเป็นที่เชื่อถือของคนทั้งเมือง นักปราชญ์ทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่เป็นรุ่นศิษย์ทั้งสิ้น ได้พูดเป็นเชิงตัดสินว่า

      “ในโลกนี้ชีวิตเป็นของล้ำค่ายิ่ง ไม่ว่าใครก็ต่างรักและหวงแหนชีวิตตน ผู้ที่ช่วยเหลือสัตว์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้ชีวิต แต่ผู้ที่ทำลายชีวิตสัตว์ให้ดับล่วงไป ได้ชื่อว่า เป็นผู้เข่นฆ่า ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ ผู้ใดกรุณาต่อสัตว์ เป็นผู้ช่วยเหลือสัตว์ บุคคลนั้นจึงสมควรเป็นเจ้าของ ดังนั้น ขอให้นกตัวนี้ จงเป็นของเจ้าชายสิทธัตถะ 
ผู้ที่ช่วยชีวิตมันไว้เถิด”

       ทุกคนนิ่งสงบ ต่างพยักหน้าเห็นด้วยเป็นเอกฉันท์ ผู้สร้างจริงไม่เคยถือสิทธิ์เป็นเจ้าของ เป็นการให้เปล่า ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน เป็นคนมีน้ำใจ จิตเอิบอาบซึมซาบไปด้วยบุญ ผู้ไม่เคยสร้าง แต่ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า จะใช้สิทธิ์ชุบมือเปิบอย่างไรได้

       อินเดียในอดีต แดนที่มีศาสนาพุทธ มีพระ มีวัดมากมาย มีประชาชนนับถือศาสนาพุทธทั้งประเทศ
มั่นคงที่สุด ไม่น่าเชื่อ ณ วันหนึ่ง ก็มาถึงวันล่มสลาย ผู้นำต่างศาสนาในขณะนั้น ไม่นับถือศาสนาพุทธ
รู้สักขัดเคืองรำคาญใจที่มีสิ่งก่อสร้าง มีศาสนสถานของพุทธอยู่ ต้องการแต่แค่ลัทธิของตนเท่านั้นให้คงอยู่

       บัญชาการสั่งให้ บักตยาร์ ขิลจิ พร้อมทหาร ๒๐๐ คน บุกเข้าทำลาย ทุบศาสนสถาน เผาวัดวาของศาสนาพุทธ แหลกพินาศ บุกเข้ามหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกในโลก เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดของชาวพุทธ มีพระเรียนเป็นหมื่นรูป เคยเห็นรูปวาด เป็นขณะที่พระถังซัมซั๋ง ไปเยือนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ในขณะยังรุ่งเรือง รู้สึกอลังการน่าทึ่งมาก แต่กลับ ถูกผู้นำต่างศาสนา สั่งบุกรื้อทำลายในเวลาต่อมา

       เข้ามาฆ่าพระสงฆ์ องค์แล้วองค์เล่า รูปแล้วรูปเล่า แต่พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้น ก็ยังคงนั่งกันเฉย ไม่ลุกหนี ไม่ต่อสู้.หทารมองเห็นพระนั่งเข้าแถวยาวเหยียด รำพึงว่า

       “ป้อมปราการที่นี่ ช่างน่าแปลก นักรบทุกคน ล้วนแต่นุ่งห่มสีเหลือง โกนหัวโล้น ไม่มีอาวุธในมือ นั่งกันอยู่เป็นแถวๆ เมื่อเราบุกเข้าไปถึง ก็ไม่ลุกหนี ไม่ต่อสู้ เมื่อเราเอามีดฟันคอขาด คนแล้วคนเล่า ก็ยังนั่งกันอยู่เฉยๆ ไม่ร้องขอชีวิต ไม่โอดครวญ”

       พวกเขาเผาทำลายตำราต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา เผาอยู่ถึง ๓ เดือน ในมหาวิทยาลัยนาลันทา จนหมดสิ้น พระบางส่วนหนีไปธิเบต ไปเนปาล ที่หนีไม่พ้นถูกไฟคลอกจนมรณภาพหมด

       เหตุเกิดในประเทศอินเดีย เป็นเวลานานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ดูแล้วสยดสยอง น่าสะพรึงมาก

โจรมาเผารื้อทำลายบ้าน พอเข้าใจจิตของโจร แต่คนใน ลูกตนเอง พี่น้องของตน ที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน
พ่อเดียว แม่เดียวกัน เผารื้อทุบทำลายบ้านพ่อนี่สิ คาดไม่ถึง ตะลึงกันทั้งโลก

       ไม่เคยมียุคไหน ที่ลูกเนรคุณพ่อแม่ได้เท่ายุคนี้ ไม่เคยมียุคไหน ที่คนจะร้ายกาจในกามได้เท่ายุคนี้ ไม่เคยมียุคไหน ที่คนจะฆ่าฟันกันได้เท่ายุคนี้

       ไม่เคยมียุคไหน ที่คนจะทำลายศาสนา ทำลายพระสงฆ์ ทุบทำลายศาสนสถาน ได้เท่ากับที่เคยทำไว้ในประเทศอินเดีย ได้เท่ากับที่ทำไว้ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา

       บ้านไทยในสมัยก่อน โจรจะไม่แต่ต้องของวัด แต่สมัยนี้มันใช่หรือ ร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ กำลังหมุนกงวงล้อมาซ้ำที่เดิมแล้วฤๅนี่

         “บ้านเมืองเคืองเข็ญถึงเช่นนี้ เพราะโลกีย์ตัณหาพาฉิบหาย”.

 

 

(0 votes)
Read 284 times