ทำดีเอาหน้าไม่ดีจริงหรือ ?

ทำดีเอาหน้าไม่ดีจริงหรือ ?

โดย. พระมหากิตตศักดิ์ โคตมสิสฺโส (ศ.สียวน)

       มีคนเป็นจำนวนไม่น้อย ที่รังเกียจคนทำดีเอาหน้า อันนี้ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลห้ามกันไม่ได้ แต่ลองมองดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ยังมองไม่เห็นใครจะเสียหายไปกะคนแบบนี้

       ลองอ่านอีกเที่ยว “ทำ-ดี-เอาหน้า” มีคำว่า-ดี-อยู่ด้วยใช่ไหม ก็แปลว่าเขาทำดีนะ ไม่ได้ทำชั่ว แม้ว่าเขาทำแล้ว อยากให้คนประกาศชื่อ อยากออกสื่อบ้างไรบ้าง ถ่ายรูปบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นแปลกประหลาดอะไร เขาจะถ่ายอย่างไรก็เรื่องของเขา เขาไม่ใช่ดารา  จะได้แสดงหน้ากล้องได้เนียนสมบทบาท

       เขาอยากได้ดี ไม่ได้อยากได้ชั่ว เมื่อเขาทำดี หวังผลดี ไม่หวังผลร้าย ก็ไม่เห็นว่ามันผิดตรงไหน คนทำดีเอาหน้า ถ้ามีชื่อเขา ก็แปลว่า เขามีของบริจาค มีเงินให้ น้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ยิ่งรวย ถ้าใจกว้าง ก็ยิ่งให้เป็นจำนวนมาก

       มีชื่อเขาติดประกาศ มันกลายเป็นโบสถ์วิหาร ศาลา สะพาน โรงพยาบาลได้เป็นหลังๆ งานใหญ่น้อยดำเนินไป ประสบผลสำเร็จ สิ่งเหล่านี้ เกิดเพราะความเอาหน้าของเขา

        ดูนักเสียดสีบ้าง มีเป็นจำนวนมาก ไม่ทำดีทั้งต่อหน้า และลับหลัง ไม่เคยทำประโยชน์สาธารณะอะไรที่ไหนเลย คือไม่เอาทั้งหน้า ไม่เอาทั้งหลัง ไม่ทำดีต่อหน้า ไม่ทำดีลับหลัง ด่าล้วนๆ ถนัดอะ กิกิ คอยจ้องจับผิด
คิดแต่แง่ลบตลอด บรรพบุรุษคงเป็นอีเล็กตรอนแหละ หุหุ

       เมื่อยามที่เกิดภัยพิบัติ เราจะสังเกตได้ว่า เขาจะไปขอรับบริจาคทางโทรทัศน์ มีดารามารับโทรศัพท์ มีพิธีกรชื่อดัง มาคอยอ่านชื่อคนบริจาค คนนั้นชื่อนั้น นามสกุลนั้น บริจาคสิ่งนั้นเท่านั้น โอ...ได้รับสิ่งของมากมายมหาศาล เป็นเงินหลายสิบล้าน พอช่วยคนยากไร้เลยละกัน

       หลายวัดใช้วิธีสลักชื่อในหินอ่อนบ้าง ใช้ป้ายไม้ป้ายผ้าแล้วแต่ฐานะ เขียนชื่อผู้บริจาค คนบ้านนอกเห็นยกมือสาธุ กลายเป็นได้บุญไปด้วย เรียกว่า อนุโมทนามัย ยินดี ยินดี ยินดีด้วยนะ คนเรายังมีกิเลสทั้งนั้นแหละ ที่เดินๆอยู่ ที่วิจารณ์ใครเขาอยู่ ไม่มีใครเป็นอริยบุคคลเลย

       พระพุทธเจ้าท่านทรงทราบเรื่องนี้ดี ไม่มีใครบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุอรหัตสักกี่คน จึงไม่ได้สอนใครให้ปล่อยวางไปทั้งหมด เพราะคนยังอยากยึดถือเมีย ถือผัว ถือลูก ถือยศ ถือตำแหน่ง ถือชื่อเสียงกันอยู่

       คนในโลกนี้เป็นจำนวนมาก อยากสนุกสนานแบบโลกๆ อยากประสบความสำเร็จแบบโลกๆ พระองค์แยกประเภทไว้ ด้วยคำว่าบัว ๓ เหล่า  หรือตามที่เราเรียนกันว่า ๔ เหล่านั่นเอง  

       ให้ธรรมะแบบโลกๆแก่เขา เป็นธรรมะผัวเมีย

       เป็นผัว ต้องมีธรรมะ ๕ อย่าง

       เป็นเมีย ต้องมีธรรมะ ๕ อย่าง

แล้วการอยู่สอง จะไม่ครองทุกข์ สุขสดชื่นสมหวังกระทั่งตายจากกันไปข้าง

       ธรรมะของคนอยากประสบความสำเร็จ

       ในชีวิตและการงาน

       ทรงสอนเขาว่า อิทธิบาท ๔ ทางแห่งความสำเร็จ

       พระองค์ไม่ได้สอนให้ทิ้งทั้งหมดในตอนแรก สันโดษไม่ได้แปลว่าไม่เอาอะไรเลย ครองฆราวาสกลับไปบ้าน ขนของในบ้านทิ้งให้หมด มันไม่ใช่ พระองค์สอนให้มี สอนให้เป็นด้วยนะ มิเช่นนั้นแล้วพระองค์จะไม่สอน วิริยะ....เพราะคำนี้แปลว่า ขยัน

       สุดท้ายเมื่อเขาครองโลกแล้ว กลับไม่สมหวัง ทุกข์เกินพิกัด สุดที่จะทนได้ มาหาพระองค์ หรือพระองค์เมตตาไปหาเขาเอง หรือพระองค์มองเห็นด้วยพระองค์เองว่าคนไหนบารมีแก่กล้าแล้ว จึงเสด็จไปสอน ให้คลายความยึดมั่นถือมั่น รู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ทางให้ถึงความดับทุกข์ จึงบรรลุธรรมกันอย่างง่ายดาย เพราะใจสุกงอมได้ที่แล้ว

       การทำดีใด เหมือนดั่งปิดทองพระ โบราณชอบพูดว่า ทำดีไม่มีใครเห็น เหมือนปิดทองหลังพระ แท้จริง
       การปิดทองต้องปิดให้รอบองค์พระ

       คือปิดทั้งหมด

       มิเช่นนั้นพระจะไม่สวยงามบริบูรณ์ครบองค์

       ปิดเถิด ปิดหน้าพระด้วย เมื่อจำเป็นต้องปิดข้างหน้า

       ปิดเถิด ปิดหลังพระด้วย แม้ในขณะนั้นยังไม่มีใครเห็น

       เพราะความดีต้องทำสม่ำเสมอ

       ทั้งตอนคนเห็น และตอนคนไม่เห็น

       เมื่อบารมีแก่รอบ จะไม่ติดอะไรเลย ชื่อเสียงก็ไม่สนใจ ชั่วก็ไม่อยากได้ ดีก็ไม่อยากได้ ชั่วไม่ติด ดีไม่ติด

ติดคอลัมน์ ศ.สียวน อย่างเดียวแหละ คริคริ.

 

(0 votes)
Read 327 times