บอร์ดวัดไทย

บอร์ดวัดไทย

เมื่อบอร์ดวัดไทยตอบทุกคำถาม

 

เมื่อบ่ายวันอังคารที่ 7 เมษายน 2015 คณะกรรมการบริหาร หรือ บอร์ดออฟไดเร็คเตอร์ของวัดไทย ลอส แอนเจลิส ประกอบด้วย ชวพจน์ ถุงสุวรรณ, อุไร เรือนพรหม, สง่า นาดี, สุรพงษ์ ชิโนทัยกุล รวมถึง อดีตบอร์ดอย่าง สุรพล เมฆพงษ์สาธร ได้รวมตัวกันที่บ้านพักของ สุรพงษ์ ชิโนทัยกุล ใกล้ๆ กับวัดไทยฯ เพื่อให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับเรื่องราววุ่นวายในวัดไทยฯ ที่ปรากฎเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ตลอดเวลาเกือบเดือนที่ผ่านมา

                การรวมตัวของ บอร์ดวัดไทยครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันได้ระดับหนึ่งว่าทุกคนยังรักใคร่และทำงานร่วมกันได้ดี ไม่ได้ แตกเป็นเสี่ยงๆอย่างที่ข่าวบางกระแสเขาว่ากัน...

และต่อไปนี้คือเรื่อง ถาม-ตอบในวันดังกล่าว

 

-: สรุปเรื่องข้อตกลงยกวัดไทยฯ เป็นสาขาของวัดโพธ์ิ เป็นอย่างไร

                ชวพจน์ : ตามที่คุยกับท่านเจ้าคุณ ท่านว่าหลังจากที่พวกเราโหวตกัน 7-0 ว่าให้ชลอกันไปก่อน ท่านก็บอกว่า งั้นก็ตกไปแล้วนี่ก็ไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นและไม่น่าจะต้องมีการเขียนจดหมายไปบอกอะไรกับทางวัดโพธ์อีก เพราะว่าสิ่งที่ทำที่เมืองไทยมันไม่ผูกพันกับเราเลย ที่นี่กฎหมายของอเมริกามันคนละอย่าง ซึ่งทางโน้นเขาก็ไม่ว่าอะไร ในเมื่อไม่มีผลอะไร จดหมายฉบับนั้นก็โยนทิ้งไปได้เลย เป็นโมฆะไป เพราะจริงๆ แล้ว ถ้าเขียนจดหมายไป แทนจะเป็นผลดีก็จะเป็นผลร้าย เกิดวัดโพธ์เขาอยากจะช่วยเหลืออะไร พอได้รับจดหมายว่าเราไม่เอาเขาแล้วนะ แทนที่จะเป็นผลดีก็เป็นผลเสีย

                เรื่องมันเกิดจากการที่หลวงพ่อท่านดำเนินการโดยที่พวกเราไม่มีใครรู้ เพิ่งจะรู้ครั้งแรกก็วันนั้น กระทั่งไปดูในหนังสือสัญญาถึงรู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2557 ที่ท่านได้เขียนจดหมายติดต่อไปยังวัดโพธ์ และรับจดหมายตอบรับมาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม หรือไงนี่ เป็นการติดต่อระหว่างวัดโพธ์กับวัดไทยฯ โดยที่ท่านเจ้าคุณ กับรักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธ์ทำ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นมาแล้ว และท่านก็ไปบอกทางโน้นแล้วว่า ตกลงเขายังไม่รับ ก็หมายความว่าโมฆะไป ถ้าเราจะทำอะไรใหม่กับวัดโพธ์ เราก็ต้องทำจดหมายกันใหม่ ประชุมกันใหม่

     ท่านทำไปโดยคล้ายๆ ว่าท่านจะเซอร์ไพรซ์พวกเราเท่านั้นเอง เพราะว่าปีก่อนโน้น ก็คุยกันว่า ทำไง ใครจะหาเงินมาจ่ายหนี้หรือมาสร้าง อะไรก็แล้วแต่ แต่ละคนก็หาวิธีกัน เผอิญท่านเจ้าคุณก็หาวิธีนี้ แต่ท่านไม่ได้ปรึกษาเรา ท่านไปวัดบางพลี ก็ไปขอมาหนึ่งล้าน ไปวัดไร่ขิง ก็ไปขอมาหนึ่งล้าน นี่ท่านเล่าให้ฟังนะครับ อย่างที่วัดโพธ์นี่ ท่านก็เป็นประธานมูลนิธิวัดโพธ์ด้วย ท่านก็สามารถที่จะคุยกับคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ซึ่งเป็นลูกของคุณเจริญ เจ้าของเบียร์ช้าง ที่ให้กุฎิหกของวัดไทยมานี่ คือก่อนท่านจะกลับมา คุณฐาปนยังเอาเงินมาให้สองล้านบาท เอามาซ่อมกุฎิหก เพราะท่านบอกไปว่ากุฎิหกมันผุพังมากแล้ว เขาก็เอาเงินมาให้ ซึ่งคุณฐาปนนี่ เขาก็เป็นกรรมการบริหารของวัดโพธ์ และเป็นกรรมการบริหารมูลนิธิวัดโพธ์ของหลวงเตี่ยด้วย

สุรพล : ผมขอโค้ดคำพูดของพี่ตุ๊ (บุญเลิศ บุญสุขะ) ก็แล้วกันนะ ตอนที่หลวงพ่อกลับมา พี่ตุ๊ก็เข้าไปหา หลวงพ่อก็บอกพี่ตุ๊ว่า เรื่องนี้คือท่านก็อยากจะหาเงินมาช่วยวัด รู้สึกว่าจะตกลงกันเรียบร้อยแล้วหรือไงนี่แหละ ตอนนั้นคิดว่าเราขาดเงินอีกสามแสนเหรียญจะเปย์ออฟที่ดินตรงนี้ได้ อ้างจากที่พี่ตุ๊พูดนะครับ หลวงพ่อบอกว่าทางวัดโพธ์จะให้ยืมสามแสนเหรียญโดยไม่มีดอกเบี้ย แล้วจะจ่ายเปย์ออฟเมื่อไหร่ก็ได้ คำว่าสามแสนนี่มันมาจากพี่ตุ๊ ผมก็เอ๊ะ ไหนว่าจะขอเงินมาจำนวนเยอะๆ กลายเป็นเพียงแต่ไปขอยืมเขามาเท่านั้นเอง ไม่ได้ให้นะครับ ให้ยืม ถ้าจะต้องไปเป็นสาขาของวัดโพธ์ ตอนแรกก็นึกว่าเงินก้อนใหญ่มากกว่านี้ ปรากฎว่าเป็นการยืมกัน แต่ทีนี้ อยู่ๆ คนก็ถามมา ตำหนิมาว่า เอ๊ะ ทำไม เขาจะให้เงินตั้ง 180 ล้านแล้วทำไมถึงไม่เอา ผมก็ไม่รู้ว่าคำว่า 180 ล้านมาจากที่ไหน อยู่ๆ ข่าวก็ออกไปว่า 180 ล้าน พวกบอร์ดมันทำไมไม่เอา โง่หรือไง

ชวพจน์ : ไม่มีครับ คือมันเป็นคำพูดลอยๆ ของคนบางคนเท่านั้นเอง ในที่ประชุมวันนั้น มีพวกนั่งอยู่ข้างหลังก็ไม่รู้ไปฟังใครมา บอกว่าเขาจะให้ 180 ล้าน ให้ 50 ล้าน คือท่านเจ้าคุณไม่เคยพูดถึง ไม่เคยพูดเลย ท่านพูดเพียงแค่ว่าเขาให้ฉันมาสองล้านบาท คือคุณฐาปนให้มาซ่อมกุฎิ 6 เท่านั้น... เรื่องเงินนี่นะ เป็นสิ่งที่เขาก็พูดกันไป จะพูดยังไงก็ได้ เพื่อจะได้บอกว่าไอ้พวกนี้มันโง่ 180 ล้านไม่เอา ไม่มีครับ ไม่มีใครพูด ท่านเจ้าคุณไม่เคยพูด ในที่ประชุมไม่มีใครพูด เป็นข่าวกุขึ้นมาเฉยๆ

                สง่า นาดี : ผมขออนุญาตเสริมนิด คือถึงทางวัดโพธ์จะให้เงินมาจริงก็ไม่มีสิทธิ์ คือพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง อ้างชื่อท่านเลยก็ได้ พระพรหมสิทธิ ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ท่านบอกว่าวัดไม่มีสิทธิ์เอาเงินออกมาจากได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของกรรมการ และเรื่องก็ต้องผ่านมหาเถรสมาคมด้วย ไม่งั้นเจ้าอาวาสก็หลุดนะ มัน ไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านบอกว่า ให้ผมอ้างชื่อท่านได้เลย ว่าไม่สามารถทำได้ พูดกันหลังการประชุมไปแล้วสองวัน ก็วันที่ 9 มีนาคม บ่ายสามโมง

                ชวพจน์ : ท่านเจ้าคุณพูดว่า ในอนาคต อย่างที่คุณสุรพล เคยคิดว่าจะสร้างศูนย์วัฒนธรรม ที่จะใช้เงินตั้งหกล้านเหรียญ ท่านก็พูดกับผมนะครับ ว่า ฉันก็นึกว่า ถ้าเราจะไปขอเงินเขามานี่ เขาก็คงคิดว่าเราจะให้อะไรตอบแทนเพียงแต่ว่าท่านเขียนคำพูดไม่ถูก และสิ่งที่ท่านทำนี่ ไม่ได้ปรึกษาพวกเรา ถ้าเราได้มากรองคำพูดกันก่อน แต่ท่านก็ทำไปก่อน อาจจะมีคนเขียนให้ท่านก็ได้...นี่ไม่ได้แก้ตัวให้ท่านนะ แต่นี่คือที่ท่านพูดมาให้ฟัง... เพราะฉะนั้น เงินที่พูดถึง อาจจะเป็นเงินยืมก็ได้ หรือจะเป็นเงินที่เขาให้มาก็ได้ ไม่แน่ เพราะเราไม่ได้ไปติดต่อกันจริงๆ จังๆ ในฐานะที่ท่านเป็นประธานมูลนิธิ ท่านอาจจะมีพรรคพวกอยู่ เราก็ไม่สามารถไปอ่านใจเขาได้ แต่เผชิญเราไม่ได้สานต่อเนื่องจากข้อความที่เขียนว่าจะยกวัดไทยไปเป็นสาขา เรารับไม่ได้ตรงนั้น ก็หยุดไปตั้งแต่ตอนนั้น ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่ถามว่า ก็ฉันเป็นเจ้าอาวาส น่าจะทำได้นะคุณเกริกชัย บอกไม่ได้เพราะไม่ได้ผ่านคณะกรรมการ เพราะงั้นประเด็นนี้ก็ตกไป โดยทุกคนบอกให้ชะลอเท่านั้นเอง ทุกคนเห็นเหมือนกันก็จบ ก็ขึ้นอาเจนด้าใหม่ คือสามารถดูได้จากบันทึกการประชุม

                สุรพล : ผมว่านะครับ เรื่องการยกวัดให้วัดโพธ์หรืออะไรที่เป็นข่าวออกมาเยอะแยะ จะว่าท่านผิดก็คือผิดขั้นตอน ไม่มีการปรึกษาบอร์ด ถ้าท่านปรึกษาก็คงไม่มีปัญหา พวกเราคงสต๊อปท่านก่อน พวกเราเองก็ไม่อยากจะเบลมท่านหรือเข้าข้างท่าน จนเรื่องถึงขนาดนี้แล้วก็อยากจะขอร้องให้ทุกคนลืมเรื่องนี้เสีย ใส่บาตรให้ท่านไปจะได้จบไป บอร์ดทุกคนใส่บาตรไปแล้ว

                ชวพจน์ : ตามกฎหมายหรือตาม    บายลอว์ขององค์กร  non profit organization นี่ บอร์ดออฟไดเร็คเตอร์ จะเป็นใครก็แล้วแต่ จะทำนิติกรรมใดที่เกี่ยวกับองค์กรโดยไม่แจ้งให้คนอื่นทราบ เป็นการผิดกฎหมาย ใช้ไม่ได้ แต่จะยังไงก็แล้วแต่ ก็ตกลงว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านอาจจะทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออยากจะเซอร์ไพรซ์เรา หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่มันผิดขั้นตอน และไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ เลย...คุณเกริกชัย (ซอโสตถิกุล) ยังบอกในที่ประชุมวันนั้นว่า หลวงพ่อ มันเป็นไอเดียที่ดี แต่ว่าผิดขั้นตอน

 

                -: วัดไทยฯ มีหนี้สินจนไม่มีกำลังจ่ายจริงหรือ

                ชวพจน์ : ไม่จริงเลย แต่เป็นเพราะว่าเราไม่เคยเป็นหนี้มาก่อน สมัยก่อนเรามีเงินในแบงก์ล้านสองล้าน แต่ตอนหลังเอามาซื้อที่ดินตรงปั้มน้ำมันไง เหตุที่เราเป็นหนี้ เงินเรามีอยู่ประมาณ 2.5 ล้าน ดาวน์ไปล้านห้า เราก็เหลืออีกหนึ่งล้าน ก็ยังมีเงินใช้อยู่ ขณะนี้ ถ้าเราเอาเงินล้านนี้เปย์ออฟ ก็ได้เหมือนกัน แต่เราจะต้องมี working capital คือต้องมีเงินเอาไว้ใช้จ่าย ทีนี้ คนเราไม่เคยเป็นหนี้ พอเราเป็นหนี้ปุ๊บ เรามองดูแต่ดอกเบี้ย จ่ายเดือนห้าพัน ปีละหกหมื่น ซึ่งเราก็มีปัญญาจ่าย แม้ว่ารายจ่ายเราเดือนละสามสี่หมื่นก็ตาม แต่ความที่เราไม่เคยเป็นหนี้ พอเป็นหนี้ ทั้งพวกเรา ท่านเจ้าคุณ ก็กังวล เอ๊ะ อีกสองสามปี เราจะต้องจ่ายเงินล้าน จะทำไงถึงจะเอาเงินล้านมาได้... แต่พูดจริงๆ แล้ว วัดไม่ได้เดือดร้อน วัดมีจ่ายแน่นอน ไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือจะมีใครมายึดวัด หรืออะไร ไม่มี

                สุรพล : ขอเคลียร์นิดนะครับว่า เราซื้อที่มาสองล้านห้า ตอนนี้ก็ราคานี้อยู่ แต่ไม่รู้ข่าวที่ออกมา กลายเป็นสองล้านเจ็ดได้ยังไงเหมือนกัน จริงๆ แล้วตอนนี้เราดาวน์ไปแล้วเรียบร้อย ติดเขาอยู่อีกหนึ่งล้านเท่านั้น หนึ่งล้านนี้เราจ่ายดอกเบี้ยเดือนละห้าพัน ถึงเดือนเมษา 2017

                ชวพจน์ : ตรงนี้ผมตอบได้ ให้ดูเอกสารก็ได้ เป็น final มาจากศาลว่าใครจะเป็นเจ้าหนี้เรา เพราะที่ดินตรงนี้มันมีปัญหามาก่อน คือพ่อซูลูก ลูกซูพ่อ ใครจะเป็นเจ้าของกันแน่ คือบอกให้ฟังอย่างนี้ โน๊ตอันที่เราเป็นหนี้เขาหนึ่งล้านเหรียญนี่ มันเป็น promissory note เขาเรียกว่าตั๋วสัญญาใช้เงิน เป็นใบบอกว่าเจ้าของที่ถือโลนเรา เราไม่ได้โลนจากแบงก์ เข้าใจไหม อันนี้เป็น promissory note เขาถือโลนไว้ล้านเหรียญนี่ แล้วเอกสารอันนี้แหละ วันนั้นผมเอาออกมาให้ใครก็ไม่รู้ดู เราเป็นหนี้เขาหนึ่งล้าน แล้วก็มีเศษอีกสองหมื่น เป็นค่าธรรมเนียมที่เขาชาร์จกันระหว่างทนายของสองฝ่าย ก็มารวมอยู่ด้วย เป็นล้านกับสองหมื่น แต่ปรากฎว่าไอ้คนที่มาดูวันนั้นมันอ่านผิด จากล้านสองหมื่น อ่านเป็นล้านสองแสน ก็รีบส่งข่าวไปให้เว็บ อะลิตเติลบุดด้า ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โต หนี้สินจาก 1 ล้าน บานปลายกลายเป็น 1.2 ล้าน

    แล้วบอกว่าเป็นหนี้นอกระบบ คือ promissory note ไม่ใช่การกู้เงินนอกระบบนะ คือการที่เราซื้อบ้าน ซื้อร้านอะไรก็แล้วแต่ เราสามารถเจรจากับเจ้าของได้ว่า คุณจะถือโลนผมได้ไหม ไม่ถือว่าเป็นเงินกู้นอกระบบ ไม่ใช่ว่าเราไปขอกู้จาก โลนชาร์ค... แล้วมีอีกนะ บอกว่าเราจะไปขอกู้แบงก์ อีสต์ เวสเทิร์น อะไร ซึ่งแบงก์นี้มันไม่มีหรอก วันนั้นพูดให้คนนั้นฟังว่าผมไปคุยกับแบงก์เครดิตยูเนี่ยน ว่าถ้าอยากได้โลนสักสามแสน จะมีทางไหม ก็เอาไปพูดต่อกลายเป็นอีสต์ เวสเทิร์น เอามาจากไหน ปล่อยข่าวกันเรื่อยเปื่อย

                สุรพล : ถามว่าเราจะเปย์ออฟที่ดินตรงได้ไหม จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละห้าพัน คือตอนนี้เรามีเงินอยู่ประมาณเกือบล้าน ก็คิดกันว่าเราเปย์ออฟไปสักครึ่งได้ไหม เพื่อลดดอกเบี้ย แต่ปรากฎว่าตอนนั้นเราจ่ายไม่ได้ ทนายความเขาไม่ให้จ่าย เพราะมีการฟ้องกันระหว่างครอบครัวเขา พลิกไปมา พ่อซูลูกลูกซูพอ ยังไม่ถึงที่สุดว่าจริงๆ แล้ว ที่ดินตรงนั้นใครคือเจ้าของกันแน่ ทนายของเราก็เลยแนะนำว่าอย่าเพิ่งจ่าย ให้รอให้เรื่องถึงที่สุดเสียก่อน

                สง่า นาดี : อีกประเด็นที่ผมอยากเสริมคือเรื่องที่เราจะสร้างศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินมาก ซึ่งหลวงพ่อท่านก็ได้ขอมติในที่ประชุมแล้วว่า เอาไว้เราพร้อมกันดีไหม แล้วค่อยมาคิดกันใหม่ ซึ่งทุกคนก็ตกลง คุณสุรพลก็เห็นด้วย เพราะฉะนั้นยืนยันได้ว่าตนนี้เราไม่ได้มีหนี้สินอะไรมากมายอย่างที่พูดกัน

 

                -: ข่าวที่ออกมา มีการพาดพิงไปถึงคุณเกริกชัย ซอโสตถิกุล ซึ่งไม่ได้อยู่ในแอลเอ

                ชวพจน์ : การเขียนแบบนี้ ดูว่าเป็นการก้าวร้าวพอสมควร คุณเกริกชัย เขาไม่มีที่จะพูด บางทีไปรับฟังอะไรมาจากคนอื่น ก็คนที่ให้ข้อมูลพระมหานรินทร์ไป เรื่อง 2.7 ล้านนี่ก็ผิดไปแล้ว เรื่องคุณเกริกชัย ก็ผิดไปอีกเหมือนกัน แต่ต้องมองว่ามันคือความคิดเห็นนะ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง คือคุณเกริกชัย เป็นน้องชายคุณพูนศักดิ์ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ท่าน คือคุณพ่อวิชัย คุณแม่บุญสม ได้อุทิศที่ให้วัดไทย เป็นธรณีสงฆ์ จริงๆ เขาไม่เคยเอ่ยอ้างว่าเป็นเจ้าของวัด แต่ในเมื่อวัดได้สร้างขึ้นมาจากผืนแผ่นดินของพ่อแม่เขาถวายมา เราก็ควรเคารพนับถือเขาได้วย ไม่ใช่ไปกล่าวให้ร้ายเขาอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่รู้ว่าไอ้คนที่เอามานินทา เขาโกรธอะไร

                สุรพล : ผมขอเล่าประวัติคร่าวๆ นะครับ วัดนี้เริ่มที่คุณพูนศักดิ์ มีไอเดียว่าจะสร้างขึ้นมาให้กับชุมชนไทย ท่านทำพวกซื้อขายที่ดินอยู่ ก่อนนี้ก็ไปซื้อที่ใกล้สนามบินก่อน แต่ทำไม่ได้เพราะเรื่องของโซนนิ่ง พอมาเจอที่ดินตรงนี้ คุณพูนศักดิ์ก็กลับไปเมืองไทย ไปบอกพ่อแม่เขาว่าต้องการจะซื้อที่ทำวัด พ่อแม่เขาก็โอเค ให้เงินมาซื้อที่ดินตรงนี้... แล้วผมจะเรียนนะครับว่า คุณพูนศักดิ์เขาเสียชีวิตก็เพราะไปหาเงินให้วัด คือตอนนั้นผมเชิญตลกสี่สีมาทำคอนเสิร์ต เรสฟันด์ เสร็จแล้วก็มาเลี้ยงกันที่ร้านผม ตอนนั้นผมทำร้านชื่อสยาม ฮอลลีวูด ตรงข้ามกับเครื่องเทศเดี๋ยวนี้ แล้วมียิงกัน คุณพูนศักดิ์ เจอลูกหลงเสียชีวิต หลังจากนั้น ทางพ่อแม่เขาเสียใจมาก ลูกเขานะ รู้สึกเหมือนกับว่าจะเบลมวัด ว่าลูกมาเสียชีวิตเพราะวัด เขาก็บอกว่าจะไม่ยุ่งกะวัดแล้ว คุณเกริกชัย ซึ่งเป็นน้องคนเล็ก และสนิทกับพี่มาก เขารู้ว่าโครงการของคุณพูนศักดิ์ เป็นไง สำคัญกับพี่เขาอย่างไร ก็เลยตั้งใจว่าจะทำอย่างที่พี่ชายตั้งใจเอาไว้ให้สำเร็จ ทั้งที่แฟมิลี่เขาก็ไม่ค่อยเห็นด้วย คุณเกริกชัย ก็เป็นคนหาเงินให้วัดมาตลอด จัดกฐิน นิมนต์สมเด็จพระสังฆราชมาตั้งสองหน เขาจ่ายตั๋วเครื่องบินทั้งหมดให้ทั้งคณะนะ คือเขารู้จักพระผู้ใหญ่ที่เมืองไทย และที่ผ่านมา คุณเกริกชัย เป็นหลักอยู่ทางโน้นเลย ถือว่าคุณเกริกชัย มีบุญคุณมากทีเดียว ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยู่ที่นี่ ไม่ได้ทำอะไร มีอะไรเราก็ขอความช่วยเหลือเขามาตลอด มาพูดแบบนี้ ผมว่ามันทำให้เขาเสียหาย คือสำหรับผม มาด่าผม ผมไม่สนหรอก ถือว่า ถ้าไม่หนักแน่นพอก็อย่ามาทำงานสังคม แต่มาทำร้ายคนที่มีบุญคุณกับวัด และไม่เคยทำอะไรเสียหายแบบนี้ มันไม่ถูก

                สง่า นาดี : ผมเสริมอีกนิดนะ ตอนเราประชุมบอร์ดกัน คุณเกริกชัย บอกว่าตอนนี้เขากำลังหาเงิน คิดว่าอาจจะได้ประมาณ 5-6 ล้านเหรียญนะ ไม่ใช่บาทนะ เขากำลังพูดกับเนสต์กาแฟอยู่ เพราะว่าตั้งแต่ที่เราคิดว่าจะทำศูนย์วัฒนธรรมนี่นะ คุณเกริกชัย ไม่เคยหยุดเลยนะ เข้าหาคนนั้นเข้าหาคนนี้ตลอด ที่จะมาหาช่วยเราให้ได้

                อุไร เรือนพรหม : เขาสร้างวัดมาตั้งแต่แรกเริ่ม เราให้เกียรติเขา ถึงไปประชุมบอร์ดที่เมืองไทย แล้วก็ถือโอกาสไปเที่ยวกันด้วย

                ชวพจน์ : ต้องบอกด้วยนะครับว่าไปประชุมนี่ ค่าเดินทางกินอยู่เราออกเองทั้งหมดนะครับ ทางวัดจะออกเฉพาะของท่านเจ้าคุณ กับพระติดตามเท่านั้น ฆราวาสไปเอง ไม่เคยเบิกเลย อันนี้ต้องเคลียร์เหมือนกัน

 

                -: ถามถึงสถานภาพของคุณสุรพล เมฆพงศ์สาธร ณ ปัจจุบัน

                สุรพล : ผมลาออกจากบอร์ดออฟไดเร็คเตอร์แล้ว ตอนนี้ไม่มีตำแหน่งอะไร แต่พวกเราก็ยังคุยกัน ปรึกษาหารือกัน ยังคงช่วยอยู่ คุยกันปรึกษากันอยู่ ผมภูมิใจอย่าง บอร์ดชุดเรานี่ สี่สิบกว่าปี ไม่เคยทะเลาะกันเลย ไม่เคยเลย อาจจะขัดแย้งกัน การพูดการตัดสินใจบางอย่าง บางทีก็ไม่ตรงกัน แต่สุดท้ายแล้วเสียงส่วนใหญ่จะชนะ เราไม่มีปัญหา ไม่กินใจกัน

 

                -: ความสัมพันธ์ระหว่างบอร์ด และเจ้าอาวาส ณ เวลานี้ เป็นอย่างไร จะทำงานร่วมกันได้เหมือนเดิมไหม

                ชวพจน์ : ตามความเห็นผม ตอนนี้อาจจะไม่เหมือนเดิมซะทีเดียว แต่เกือบแล้ว เราได้ทำทุกอย่างแล้ว คุณสุรพลก็ทำทุกอย่างแล้ว อาจจะไม่สนิทเหมือนเดิม มันต้องใช้เวลา แต่คนไทยเรานะ อีกหน่อยก็ให้อภัยกัน ทุกสิ่งทุกอย่างจะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป

                สุรพล : พูดจากใจจริงเลยนะครับ ผมทำผิด วันนั้นผมทำผิดมาก คือผมไปตำหนิท่านต่อหน้าที่ประชุม วันนั้นฟิลว์ขาด รู้ตัวก็เหมือนสายไปแล้ว แก้วมันร้าวแล้ว ก็พยายามจะประสานนะ ผมไม่มีอะไร ผมบอกพวกเราทุกคนว่าผมทำผิด และขอรับผิด สิ่งที่ผมทำไปน่ะ จนถึงวันนี้ยังฟิลว์แบดอยู่ ไม่ใช่ว่ายังดื้อว่าตัวเองทำถูกทุกอย่าง

                ชวพจน์ : ท่านเจ้าคุณยังพูดเลยว่า เราไม่มีอะไรกันนะพูดวันนั้น วันที่เราไปกราบขอขมา เมื่อวันที่ 3 เมษายน ท่านก็บอกให้อภัยแล้ว ไม่มีอะไรกันแล้ว ทางบอร์ดก็พร้อมจะทำงานกับคณะสงฆ์ต่อ ตะกี้ก็เพิ่งไปประชุมกับพระมา คุยบอกว่าถ้าพระจะทำอะไรก็ให้บอกเรา เราก็จะสนับสนุนเต็มที่

 

                -: มีกระแสข่าวเรื่องความโปร่งใสของบอร์ด

                ชวพจน์ : เห็นเหมือนกันว่าว่าจะมาตรวจสอบใช่ไหม เรายินดีเลย เพราะอยากดูอะไร เรามีหลักฐานทุกอย่าง  เอสโคร์ การซื้อบ้านซื้ออะไรต่างๆ เรามีครบถ้วน พร้อมจะให้ดูเลย แต่เคยมาขอดูไหมล่ะ ถ้าอยากขอดูก็มาเลย ดูได้หมด ผมเป็นเลขาฯ มีเอกสารทุกชิ้น แต่ถ้าไม่ขอผม จะให้ผมจะเอาไปลงหนังสือพิมพ์เหรอ ว่านี่เป็นเอกสารการซื้อขายที่ดิน อะไรต่างๆ ผมยินดีอยู่แล้ว...

 

                -: กรณีที่บอกว่า บอร์ดหวงเก้าอี้ ไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาทำงาน

                ชวพจน์ : ไม่เลย ไม่ได้ยึดติดหรอก คือเราทำงานกันมาตั้งแต่ต้น สี่สิบปีแล้ว เหนื่อยนะ เราก็อยากวางมือ แต่จะวางให้ใครล่ะ ใครจะเป็นบอร์ดก็ต้องเข้ามาช่วยงานวัดก่อน มาค่อยๆ เรียนรู้งาน ถ้าสมุมติเราจะเปิดให้มีการเลือกตั้ง มันก็จะเหมือนวัดชิโน่ฮิลล์ จะวุ่นวาย

                สุรพล : คือเราทำงานสี่สิบกว่าปี คนก็ครหานินทากัน คือผมถือว่าเป็นการพูดกันนะ อย่างผมจะต้องมาอะไรเรื่องเงินเรื่องทอง ผมไม่ขัดสนขนาดที่จะมาเอาเงินวัด ส่วนเรื่องการหมุนเวียน เพราะว่าบายลอว์ที่เราทำกันมาแต่แรก หนึ่ง บอร์ดไดเร็คเตอร์มันน้อย ขนาดสิบคนยังเถียงกัน ถ้าเป็นร้อยจะยุ่ง เราก็ทำสิบคนมาตลอด สี่สิบกว่านี้ ผมว่าที่วัดเจริญมาถึงขนาดนี้ บอร์ดมีบทบาทมาก เพราะบอร์ดไม่ใช่ว่าจะมีแต่ชื่ออย่างเดียว พวกเราทำงานหนักมาก ทุกงาน เราอยู่เพราะเราสร้างวัดมา ต้องการพัฒนาวัดต่อไป ไม่ใช่ว่าจะมีผลประโยชน์อะไร ไม่มีเลย

    การให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนของคณะกรรมการบริหารวัดไทย ลอส แอนเจลิส หนนี้ ถือว่าเป็นการตอบข้อข้องใจหลายๆ เรื่องแบบ ตรงไปตรงมาซึ่งเชื่อว่าน่าจะสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าอกเข้าใจให้เกิดขึ้นในชุมชนของเราได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

 

    เราหวังว่าทุกฝ่ายจะได้พิจารณาข้อมูลที่มีการนำเสนอในที่นี้อย่างเป็นธรรมและไม่มีอคติ แล้วหลังจากนั้น จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่วิจารณญาณของทุกท่าน...

 

Last modified onWednesday, 06 May 2015 04:08
(0 votes)
Read 889 times
Tagged under :